ความเป็นมา

สภาพปัญหา

สำนักงานคณะกรรมการนโยบายวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรมแห่งชาติ (สวทน.) โดย กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ตระหนักถึงปัญหาการพัฒนากำลังคนของประเทศ จึงได้ทำการวิเคราะห์ปัญหาการพัฒนากำลังคนที่ไม่สอดคล้องกับตลาดแรงงานจริง โดยเริ่มจากฝั่งอุปสงค์ (Demand) หรือภาคอุตสาหกรรม ซึ่งพบปัญหา คือ

(1) ขาดแรงงานการขาดแคลนแรงงานที่มีความรู้และสามารถพัฒนาได้สู่เทคโนโลยีระดับสูง

(2) คนงานในโรงงานไม่มีโอกาสได้เรียนและพัฒนาความรู้

(3) ไม่มีรูปแบบการจัดการศึกษาที่เชื่อมโยงระหว่างอุตสาหกรรมกับสถานศึกษาที่มีประสิทธิผล และ

(4) ความรู้ที่เรียนในสถานศึกษาไม่สอดคล้องกับงานที่ต้องทำในอุตสาหกรรม (ขาดความรู้ด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรมสมัยใหม่)

การแก้ปัญหาดังกล่าว ถือเป็นเรื่องใหม่ของประเทศไทยและมีความท้าทายสูง จึงต้องการกลไกสนับสนุนและบุคลากรผู้ที่มีความรู้ความเข้าใจและมีประสบการณ์ด้านอุตสาหกรรมเป็นอย่างมากมาบริหารจัดการ ทั้งด้าน การจัดหาคณะทำงานจากผู้มีประสบการณ์ทำงานสูงในภาคอุตสาหกรรมที่มีความเข้าใจธุรกิจกลัก (Core Business) ของสถานประกอบการ ความเข้าใจในการแข่งขันตามกลไกตลาดของอุตสาหกรรม เพื่อผลิตกำลังคนในระดับสูง (Expert Function) ที่เป็นการวิจัยและนวัตกรรมซึ่งเป็นจุดรวมของความเชี่ยวชาญในกิจกรรมหลัก ไม่ว่าจะเป็น การออกแบบ การทดสอบ การผลิตและกระบวนการทำงานร่วมกัน (Process) กับระดับปฏิบัติการ (Operator) โดยเฉพาะกำลังคนทางเทคนิคและเทคโนโลยี โดยการหมุนเวียนคนในสถานประกอบการและความรู้อย่างเป็นระบบ (Rolling System) โดยเฉพาะระดับปฏิบัติการ กับระดับ Expert Function เพื่อสร้างความสามารถในการแข่งขันของสถานประกอบการและของภาคอุตสาหกรรมประเทศ

สวทน. จึงพัฒนากลไกให้เป็นระบบ ควบคู่กับการพัฒนากำลังคนทางเทคนิคและเทคโนโลยีที่มีคุณภาพ (ปวส.-ป.ตรี) และกำลังคนในระดับสูง (ป.โท) โดยจัดบูรณาการการศึกษากับการทำงาน (Work integrated Learning: WiL) ในรูปแบบ “โรงเรียนในโรงงาน” มีการดูแลบุคลากรดังกล่าวให้ได้รับความรู้และผลตอบแทน มีการประสานงานจัดการโครงการที่เกี่ยวเนื่องกับสถานประกอบการและสถานศึกษา รวมทั้งมีตัวกลางที่มีความคล่องตัวสูงมาดำเนินการ รวมทั้งมีความสามารถในการแก้ไขข้อขัดแย้งต่างๆ ที่เกิดขึ้นระหว่างการดำเนินงาน และสามารถขยายตัวไปยังอุตสาหกรรมอื่นได้ในวงกว้าง ภายใต้กรอบและเป้าหมายเพื่อสร้างระบบการทำงานที่เป็นมาตรฐาน ที่มีวงรอบการทำงานที่ชัดเจน สามารถตั้งเป้าหมาย QCDS (Quality Cost Delivery and Standard) เพื่อประเมินประสิทธิภาพของอุตสาหกรรมในภาพรวมได้ ซึ่งจะเป็นพื้นฐานความรู้สำคัญที่จะนำไปสู่การยกระดับเป็นองค์กรนวัตกรรม ที่สามารถสร้างนวัตกรรมได้อย่างสม่ำเสมอ

ปัจจุบัน สวทน. ได้ขยายผล WiL โรงเรียนในโรงงาน ทั้งในด้านอุปสงค์ (พ.ศ. 2560) มีความต้องการกำลังคนจาก 3 อุตสาหกรรม ได้แก่ อิเล็กทรอนิกส์ ชิ้นส่วนยานยนต์และปิโตรเคมี จำนวนกว่า 390 คน และด้านอุปทาน ซึ่งมีนักเรียนผู้สำเร็จการศึกษาในชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย เข้าสอบแข่งขันกว่า 70 โรงเรียน จาก 4 ภูมิภาค คือ ภาคเหนือ ภาคอีสาน ภาคตะวันตกและภาคตะวันออก ปัจจุบันมีผู้เข้าร่วมโครงการ WiL รวม ทุกระดับชั้นตั้งแต่ ปวส.-ป.โท จำนวน 530 คน มีสัดส่วนค่าใช้จ่าย รัฐ ต่อ เอกชน เฉลี่ยเป็น 10:90

ผลการดำเนินงานและการแก้ปัญหาดังที่ได้กล่าวมานั้น จึงเป็นเป้าหมายหลักของโครงการที่จะต้องเกิดขึ้นตรงกับความต้องการแรงงานคุณภาพสูงและการเพิ่มผลิตภาพ (Productivity) ในภาคอุตสาหกรรม เปิดโอกาสทางการเรียนให้ทุกคนมีโอกาสเข้าถึงการศึกษา แก้ไขการขาดแคลนแรงงานในภาคอุตสาหกรรมและบริการ และลดต้นทุนและระยะเวลาในการพัฒนาพนักงาน และลดปัญหาการลาออกของพนักงาน (Turn over) และสร้างความสามารถในการแข่งขันของประเทศได้อย่างยั่งยืน

 

รูปแบบโรงเรียนในโรงงาน ทำอย่างไร?

การจัดการปัญหา mismatch ดังที่ได้กล่าวมานั้น สำนักงานคณะกรรมการนโยบายวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรมแห่งชาติ (สวทน.) ได้ริเริ่มนำร่องแก้ปัญหาที่ (2) (3) และ (4) ร่วมกับสถานประกอบการและสถานศึกษาโดยใช้รูปแบบการบูรณาการการเรียนรู้กับการทำงาน (Work integrated Learning: WiL) โดยการบูรณาการระหว่าง “คนงาน” ในระดับปฏิบัติการหรือช่างเทคนิค ให้ได้เรียนและมีความรู้ ขณะที่ “นักศึกษา” ในระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง (ปวส.) หรือระดับปริญญาบัณฑิต (ป.ตรี) ให้มีความรู้ที่เรียนจากงานจริง โดยบริหารจัดการให้นักศึกษาเรียนในสถานประกอบการพร้อมกับปฏิบัติงานเป็นคนทำงานอย่างเป็นระบบ นักศึกษาที่ปฏิบัติงานได้เหมือนคนทำงานในระบบ WiL เรียกว่า “นักศึกษา WiL” โดย นักศึกษา WiL ได้เรียนรู้และได้ประสบการณ์จากการทำงานจริงตลอดระยะเวลาที่ศึกษา สถานประกอบการได้บุคลากรที่มีความสามารถสูง ลดอัตราการลาออกโดยรวมของพนักงาน ลดค่าใช้จ่ายในการจ้างงาน อีกทั้งมีนักศึกษา WiL ทำงานประจำในโรงงานซึ่งจะมีจำนวนคงที่เมื่อดำเนินงานแบบเต็มโครงการ จะเห็นได้ว่า ในแต่ละปีจะมีนักศึกษาที่เข้ามาใหม่เท่ากับจำนวนที่จบออกไป โดยผู้จบการศึกษานี้มีโอกาสเข้าสู่ตำแหน่งงานที่มีค่างานสูงขึ้น (รายละเอียดแสดงในรูปที่ 1)

รูปที่ 1 ความแตกต่างของสถานประกอบการที่ Non-WiL Cooperate (บน) และ WiL Cooperate (ล่าง)

 

จากการดำเนินงานที่ผ่านมามีสถานประกอบการให้ความสำคัญและดำเนินการด้วยระบบ WiL  ได้แก่ ปี พ.ศ. 2555 บริษัท สยามมิชลิน จำกัด (Michelin) ปี พ.ศ. 2558  บริษัท สตาร์ส ไมโครอิเล็กทรอนิกส์ จำกัด (มหาชน) (SMT) บริษัท เซ็นทรัล พัฒนา จำกัด (มหาชน) (CPN) และบริษัท กรุงเทพ ไดอ์แคสซ์ติ้ง แอนด์ อินแจ๊กชั่น จำกัด (BDI) ซึ่งมีผลตอบรับต่อระบบ WiL ค่อนข้างดี จึงยังดำเนินการต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน โดยบางบริษัทได้ทำการขยายผลระบบ WiL ไปยังกลุ่มธุรกิจอื่นเอง ภายใต้การทำงานร่วมกันอย่างเข้มข้นระหว่างสถานประกอบการและสถานศึกษา ปี พ.ศ. 2559  ได้มีสถานประกอบการเข้าร่วมโครงการเพิ่มขึ้นอีก 2 แห่ง คือ บริษัท สหฟาร์ม จำกัด และบริษัท เอเชีย ซิลิโคนส์ โมโนเมอร์ จำกัด (ASM) อีกทั้งความต้องการของสถานประกอบการยังมีแนวโน้มขยายตัวเพิ่มขึ้นโดยเฉพาะในกลุ่มอุตสาหกรรมยุทธศาสตร์ประเทศและกลุ่มพันธมิตรที่เป็นเครือข่ายของ สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) จากการความต้องการของสถานประกอบการที่เพิ่มจำนวนมากขึ้นนี้ การผลักดันและขับเคลื่อนระบบ WiL ของ สวทน. จึงต้องการผู้ดำเนินการ/คณะทำงานที่มีความคล่องตัวสูงในการดำเนินการ มีความศักยภาพในการแก้ไขปัญหาจากดำเนินการที่ผ่านมา เช่น ปัญหาความเข้าใจ core business ของสถานประกอบการและการแข่งขันตามกลไกตลาดของอุตสาหกรรม ปัญหาการจัดการเรียนการสอนที่สอดคล้องกับความรู้และเทคโนโลยีการผลิตในสถานประกอบการ โดยเฉพาะเรื่องการขาดครูประจำการสอนในสถานประกอบการตลอดโครงการ WiL เป็นต้น

เพื่ออุดช่องว่างและปัญหาต่างๆที่เกิดดังกล่าวนี้ จึงต้องการภาคเอกชนเข้ามาดำเนินการ ภายใต้รูปแบบ WiL ที่ สวทน.และที่ปรึกษาได้ร่วมกันพัฒนาขึ้นมาอีกระดับ โดยออกแบบการดำเนินงานอย่างเป็นระบบและหมุนเวียนได้ หรือเป็น rolling system ตั้งแต่นักศึกษาผู้เข้าร่วมโครงการ ผู้ปฏิบัติงาน ครูผู้สอนประจำโรงงานและครูจากสถานศึกษา โดยให้เกิดการปฏิบัติงานที่ปรับเปลี่ยนใหม่ในแต่ละรุ่นการศึกษา ครูจากเดิมที่ไม่สามารถอยู่ในโรงงานได้ จะเปลี่ยนเป็น ครูที่อยู่ในโรงงานและจะถูกพัฒนาให้สามารถเรียนรู้และทำงานควบคู่ไปด้วยกันได้ในระบบ WiL หรือเรียกว่า “ครูพี่เลี้ยง” โดยการจัดหาผู้ที่จบปริญญาตรีเข้าไปฝึกงานในสถานประกอบการจนคุ้นเคยต่อการทำงานจริง จากนั้นจึงใช้ความเข้าใจเรียบเรียงความรู้ออกมาใหม่ซึ่งเป็นการถอดบทเรียนเป็นกระบวนการที่ใช้ในแต่ละตำแหน่งงาน (post/station) เพื่อให้เกิดการกระจายและการใช้เทคโนโลยีในภาคอุตสาหกรรม แล้วนำไปถ่ายทอดเนื้อหาให้แก่นักศึกษา WiL ในระดับ ปวส. โดยอาศัยครูที่มาจากสถานศึกษาเข้ามาช่วยแนะนำหลักการเรียบเรียงความรู้และการสอน ซึ่งกระบวนการดังกล่าวนี้ จะต้องเรียบง่ายพอ (simple enough) ที่นำไปสอน ปวส. และลึกพอ (sophisticate enough) ที่จะถอดความรู้ของโรงงาน ในขณะเดียวกัน หากสนใจแต่หลักวิชาการเพื่อการทำงาน โดยไม่ได้สนใจทักษะชีวิตความเป็นอยู่ของนักศึกษา WiL นอกสถานประกอบการ จะทำให้ประสบกับปัญหา culture shock ตามมาได้ ระบบนี้จึงมอบหมายให้มีผู้ที่คอยดูแลใกล้ชิดกับนักศึกษา WiL ทั้งในด้านการใช้ชีวิตความเป็นอยู่ด้วย ซึ่งเป็นบทบาทหนึ่งของครูพี่เลี้ยงร่วมกับคณะทำงานโครงการ WiL จะเห็นได้ว่า นอกจากครูพี่เลี้ยงจะมีประสบการณ์ตรงในการทำงานแล้ว ยังมีโอกาสในการเติบโตในเส้นทางการศึกษา โดยการเรียนในระดับปริญญาโทควบคู่กันไปด้วย อีกทั้งยังเป็นการเตรียมความพร้อมให้สถานประกอบการมีบุคลากรที่เข้าใจระบบการทำงานของตนและร่วมกันกำหนดโจทย์วิจัยจากปัญหาของสถานประกอบการโดยตรงได้ในอนาคต (รายละเอียดแสดงในรูปที่ 2)

 

รูปที่ 2 กิจกรรมของนักศึกษา WiL (ปวส.) และครูพี่เลี้ยง

การจัดให้มีครูจากสถาบันการศึกษาประจำอยู่ในโรงงานนี้ ถือเป็นการประยุกต์ให้เข้ากับระบบโรงเรียนในโรงงานของประเทศไทยเป็นการเฉพาะ และเพื่อให้เกิดการถอดองค์ความรู้ที่ได้จากกระบวนการทำงานในภาคอุตสาหกรรม ด้วยการจัดให้มีคนเข้าไปถอดองค์ความรู้ออกมาสอนผู้ปฏิบัติงาน (นักศึกษา WiL) โดยมีการหมุนเวียนคนและความรู้อย่างเป็นระบบ (rolling system) การดำเนินงานนี้ถือเป็นเรื่องใหม่ของประเทศไทยและมีความท้าทายสูง จึงต้องการผู้ที่มีความรู้ความเข้าในและมีประสบการณ์ด้านอุตสาหกรรมเป็นอย่างมากมาบริหารจัดการ ทั้งด้าน การจัดหาคณะทำงานจากผู้มีประสบการณ์ทำงานสูงในภาคอุตสาหกรรมที่มีความเข้าใจ core business ของสถานประกอบการ ความเข้าใจในการแข่งขันตามกลไกตลาดของอุตสาหกรรม การถอดบทเรียนในสถานประกอบการโดยครูพี่เลี้ยง การดูแลนักศึกษา WiL ให้ได้รับความรู้และผลตอบแทน การประสานงานจัดการโครงการที่เกี่ยวเนื่องกับสถานประกอบการ ครูพี่เลี้ยง สถานศึกษาและนักศึกษา WiL รวมทั้งความสามารถในการแก้ไขข้อขัดแย้งต่างๆที่เกิดขึ้นระหว่างการดำเนินงาน มีศักยภาพและมีความคล่องตัวสูง สามารถขยายตัวไปยังอุตสาหกรรมอื่นได้ในวงกว้าง สวทน. จึงเสนอการศึกษา การดำเนินงานในรูปแบบใหม่ คือ ให้บริษัทเอกชนที่มีความสามารถ มีประสบการณ์ และมีความคล่องตัวในการบริหารจัดการแบบธุรกิจมาดำเนินการ โดยยังคงทำงานร่วมกับโรงงานอุตสาหกรรม สถาบันการศึกษา

ในการนี้ สวทน. จึงได้จัดทำการบริหารจัดการโครงการบูรณาการการเรียนรู้กับการทำงาน (Work integrated Learning, WiL) เพื่อสร้างความยั่งยืนของโครงการขึ้น เพื่อกระตุ้นให้เกิดการขยายตัวในการใช้รูปแบบ WiL สำหรับการแก้ปัญหา mismatch ระหว่างภาคอุตสาหกรรมกับภาคการศึกษา โดยที่ทุกฝ่ายโดยเฉพาะกำลังคนที่เข้าร่วมโครงการได้ประโยชน์ร่วมกันอย่างมีประสิทธิผล อันนำไปสู่การสร้างความเข้มแข็งของระบบนวัตกรรมของประเทศไทยด้วยประสิทธิภาพมีการเติบโตอย่างทั่วถึงและยั่งยืนในที่สุด